ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือว่าเป็นยุคแรกที่ใช้รถยนต์กันอย่างแพร่หลายตามท้องถนนเมืองไทยเคียงคู่ไปกับรถลาก รถม้า โดยมีชาวต่างชาติเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย แต่พอมาสมัยรัชกาลที่ 7 รถถูกส่งกลับไปต่างประเทศหมด อย่างเช่น เดอลาเฮย์ (DELAHAYE) ,อวีอองส์ (AVISIN ), วัวแซง (VOISIN ) เมืองไทยนิยมใช้กันมาก แต่หลังจากนั้นจอดทิ้งไว้ก็ไม่มีใครอยากได้ แต่ด้วยใจรักของคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นคุณค่าของรถโบราณ จึงเสาะแสวงหาซากรถเก่ามาบูรณะใหม่ โดยควักเงินจากกระเป๋าของตนเอง เพื่อจะชุบชีวิตให้รถคันนั้นกลับมามีสภาพเหมือนเดิม ทั้งนี้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสคันจริง ๆ ไม่ใช่เห็นแต่รูปถ่ายในนิตยสาร นอกเหนือจากความชอบส่วนตัว พร้อมกันกลุ่มคนเหล่านี้ได้จัดตั้งสมาคมรถโบราณขึ้นมา ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของรถโบราณอยู่แล้ว ตลอดจนผู้ที่นิยมชมชอบแต่ยังมิได้เป็นเจ้าของเกิดความตระหนักในคุณค่าทางประวัติศาสาตร์ของรถโบราณ และกระตือรือร้นที่จะบำรุงรักษารถยนต์อย่างถูกวิธี
|
| |
| ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย |
|  |
 |
"สมาคมรถโบราณก่อตั้งมาประมาณ 35 ปี สมัยก่อนเป็นแค่ชมรม และเมื่อ 6 ปีที่แล้วได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกจึงทำให้คณะกรรมการเสียชีวิตไป 2 คน สมาชิกที่เหลือจึงให้ผมทำหน้าที่รักษาการนายกสมาคมไปพลางๆ ก่อน ซึ่งตอนนั้นยังใช้ชื่อสมาคมว่า "ชมรมรถโบราณลุฟท์ฮันซ่า-คาสตรอล" และเพิ่งมาเปลี่ยนเป็นสมาคมโดยการจดทะเบียนเมื่อปีที่ผ่านมา โดยนายกคนแรกก็คือ พ.ต.อ. แสวง จิรานุวัฒน์ และหลังจากนั้นมีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการและ ผมได้มีโอกาสรับเลือกเป็นนายก" ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ดังนั้นรถโบราณที่ว่าหาดูยาก คงไม่ยากอีกต่อไป ที่สำคัญเราได้มีโอกาสชม สัมผัส อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ได้จัดการประกวดรถโบราณขึ้นเป็นประจำทุกปี ในปีนี้ก็เช่นกัน โดยงานจะเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม ที่จะถึงนี้ และจัดเป็นครั้งที่ 28 แล้ว
|
| |
| Mercedes-Benz Replica ปี 1912 ของอาจารย์ปรานอม นะนุนา เป็นรถโบราณที่ผลิตสมัยแรกคือก่อนสงครามโลก |
|
 |
ความเหมือนที่แตกต่าง สมาคมรถโบราณได้แบ่งรถโบราณออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. รถก่อนสงคราม ผลิตก่อนปี 1940 2. รถหลังสงคราม อยู่ระหว่างปี 1940-1955 ซึ่งรถทั้ง2 ประเภทจะไม่มีวันงอกเงยขึ้นมาใหม่ได้อีก มีแต่จะหายไปจากโลกนี้ และประเภทที่สามเรียกว่ารถคลาสสิก ผลิตตั้งแต่ปี 1955 เป็นต้น หรือนับย้อนหลังไปไม่น้อยกว่า 25 ปี ดังนั้นรถประเภทที่สามจึงมีโอกาสเกิดใหม่ได้ในแต่ละปี แต่รถที่จะถือว่าเป็นรถคลาสสิกนั้น จะต้องเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยม มีคนเล่นแยะ หรือมีเกียรติประวัติของตระกูล มิใช่รถทุกคันจะกลายมาเป็นรถคลาสสิกได้ อย่างไรก็ตามนักสะสมที่มีอยู่ 600 คนนั้นต่างก็มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน บางคนเลือกที่จะสะสมรถโบราณก่อนสงคราม บางคนชอบรถหลังสงคราม บางคนเลือกรถคลาสสิก อย่างเช่น ศิริพงษ์ บูรณันธุ์ นักอนุรักษ์รถโบราณ เล่าให้ฟังว่า "ผมชอบสะสมรถคลาสสิกมากกว่า เพราะดูลักษณะแล้วเหมือนกับเป็นต้นตำรับ หรือรถต้นแบบของรถปัจจุบัน อย่างเช่น รถโฟล์คสวาเกน ออกมากี่รุ่นก็หนีลักษณะของรถแบบเดิมไปไม่ได้ อย่าง ฟอร์ด ธันเดอร์เบิร์ด ตอนนี้กลับมานิยมอีกแล้ว จากัวร์ ไม่ว่าจะออกแบบพิสดาร แปลกใหม่อย่างไร สุดท้ายก็ต้องหันกลับมาที่พื้นฐานการออกแบบของรถคลาสสิก อีกอย่างหนึ่งคือมองแล้วไม่เบื่อ ดูแล้วมันสวยงาม"
|
| |
| BMW 502 ปี 1954 ซึ่งมีเพียง 13 คันในโลก |
|
 |
ส่วนคุญบุญฤทธิ์นั้นกลับกล่าว่าการประเภทของรถนั้นเป็นการยากไม่สามารถแบ่งเจาะจงลงไปได้ว่ารถคันนี้เป็นประเภทไหน เพราะบางคันอาจเป็นได้ทั้งรถโบราณและรถคลาสสิก ?ผมคิดว่าการแบ่งประเภทรถด้วยปีที่ผลิตนั้นก็เป็นการจำแนกแบบหนึ่ง แต่ถ้าดูกันจริงๆแล้วรถโบราณกับรถคลาสสิกนั้นแตกต่างกันที่ลักษณะนั่นก็คือ รถโบราณจะมีคุณค่าที่อายุของรถและสภาพ ส่วนรถคลาสสิกนั้นไม่ได้ดูที่ความเก่าเพียงอย่างเดียวรถที่ออกมาใหม่ก็สามารถเป็นรถคลาสสิกได้ เพราะโดยความหมายที่แท้จงนั้นรถคลาสสิกคือรถที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นที่ผลิตน้อยคัน หรือจุดเด่นที่ตัวถัง? ทว่าใครจะชื่นชอบรถประเภทไหนก็เป็นเรื่องส่วนตัว แต่มีสิ่งหนึ่งที่นักสะสมรถโบราณปฎิเสธไม่ได้เลยว่ารถทุกคันมันมีเสน่ห์อยู่ในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่ละเอียดอ่อน เน้นความสง่างาม ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะทำด้วยมือ ทำให้เราได้เห็นถึงวิทยาการในสมัยนั้น ขณะที่ในปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับสมรรถนะของรถมากกว่า สำหรับรถโบราณสมัยก่อนวิ่งเต็มที่ได้เร็วแค่ 30-40 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้นเอง เหนืออื่นใดคนที่เล่นรถโบราณ ต้องมีใจรัก ถ้าไม่รักก็อย่าทำ เพราะรถพวกนี้ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างมาก นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านการเงิน
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น